เบาหวานขึ้นตา — อาการ 4 ระยะ + วิธีชะลอก่อนตาบอด (คู่มือฉบับครบ)
เบาหวานขึ้นตา — อาการ 4 ระยะ + วิธีชะลอก่อนตาบอด (คู่มือฉบับครบ)
เผยแพร่: เมษายน 2026 | เขียนโดย: ทีมนักโภชนาการ Green & Organic | อ่าน 9 นาที
เบาหวานขึ้นตา (Diabetic Retinopathy — DR) คือภาวะแทรกซ้อนที่พบได้ถึง 60% ของผู้ป่วยเบาหวาน Type 2 ที่เป็นนาน 20 ปีขึ้นไป และเป็นสาเหตุอันดับ 1 ของการตาบอดในวัยทำงาน (20-74 ปี) ทั่วโลก ตามข้อมูลของ WHO — ที่น่าตกใจคือ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่มีอาการในระยะต้น กว่าจะรู้ก็อาจสายเกินกว่าจะรักษาให้กลับเป็นปกติได้
ไม่ต้องเดาว่าควรกินอะไร
ดูแผนอาหารที่คำนวณให้คุณ
💬 ดูแผนอาหารที่คำนวณให้คุณออกแบบโดยนักกำหนดอาหารวิชาชีพ · ส่งถึงบ้านทั่วไทย
ข่าวดีคือ เบาหวานขึ้นตาป้องกันได้ งานวิจัย DCCT และ UKPDS ยืนยันว่าการคุมน้ำตาลให้ดี (HbA1c < 7%) + การตรวจตาประจำปี + การควบคุมอาหารที่ปกป้องดวงตา สามารถลดความเสี่ยงตาบอดจากเบาหวานได้ 76% และชะลอการดำเนินโรคในผู้ป่วยที่เป็นแล้วได้อย่างมีนัยสำคัญ
บทความนี้ทีมนักโภชนาการของ Green & Organic อธิบาย 4 ระยะของเบาหวานขึ้นตา อาการในแต่ละระยะ วิธีตรวจและการรักษา พร้อม อาหารและสารอาหารที่ช่วยปกป้องดวงตา ตามงานวิจัยและหนังสือ ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับโรคเบาหวาน สำหรับการทำความเข้าใจเบาหวานก่อน แนะนำอ่าน HbA1c คืออะไร? + ค่าน้ำตาลปกติ ควบคู่กัน
เบาหวานขึ้นตาคืออะไร — กลไกที่ทำให้ตาบอด
Diabetic Retinopathy (DR) คือภาวะที่หลอดเลือดฝอยในจอประสาทตา (Retina) ถูกทำลายจากระดับน้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรัง จอประสาทตาเป็นเนื้อเยื่อบางๆ ที่อยู่ด้านหลังลูกตา ทำหน้าที่รับแสงและแปลงเป็นสัญญาณภาพส่งไปยังสมอง
กลไกการทำลายเกิดจาก 3 ปัจจัยร่วม:
1. น้ำตาลสูงทำให้ผนังหลอดเลือดฝอยอ่อนแอ เลือดรั่วออกมาในจอประสาทตา เกิดจุดเลือดออกเล็กๆ
2. หลอดเลือดเกิดลิ่มเลือดอุดตัน ทำให้จุดบางจุดของจอประสาทตาขาดออกซิเจนและเซลล์ตาย
3. ร่างกายสร้างหลอดเลือดใหม่เปราะบาง (Neovascularization) เพื่อชดเชย แต่หลอดเลือดใหม่เหล่านี้แตกง่าย เลือดออกในวุ้นตาจนทำให้มองไม่เห็น
ทั้ง 3 กระบวนการเกิดอย่างช้าๆ โดยผู้ป่วยไม่รู้ตัว นั่นคือเหตุผลที่ “ตรวจจอประสาทตาปีละ 1 ครั้ง” เป็นมาตรฐานที่ผู้ป่วยเบาหวานทุกคนต้องทำ — ไม่ใช่รอให้มีอาการ
💡 ตาราง 4 ระยะของเบาหวานขึ้นตา
| ระยะ | ชื่อทางการแพทย์ | อาการ | การรักษา | ความเสี่ยงตาบอด |
|---|---|---|---|---|
| 1 | Mild NPDR (Non-Proliferative) | ⚠️ ไม่มีอาการ | คุมน้ำตาล + ติดตาม | ต่ำ |
| 2 | Moderate NPDR | ⚠️ ไม่มีอาการ / มองไม่ชัดเล็กน้อย | คุมน้ำตาล + ตรวจทุก 6 เดือน | ปานกลาง |
| 3 | Severe NPDR | 🚨 มองไม่ชัด จุดดำลอยผ่านสายตา | รักษาด้วยยาฉีดเข้าวุ้นตา | สูง |
| 4 | Proliferative DR (PDR) | 🚨🚨 ตาบอดกะทันหัน มีเลือดออก | Laser + ยาฉีด + ผ่าตัด | สูงมาก |
NPDR = Non-Proliferative Diabetic Retinopathy / PDR = Proliferative Diabetic Retinopathy
ระยะที่ 1-2: NPDR ระยะต้น — “โรคเงียบ”
ในระยะ 1-2 ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่มีอาการเลย หรือมีอาการเล็กน้อยจนไม่สังเกต เช่น รู้สึกว่ามองไม่ชัดนิดๆ โดยเฉพาะในที่แสงน้อย เห็นเงาลอยผ่านสายตาเป็นบางครั้ง (Floaters) การอ่านหนังสือตัวเล็กเริ่มลำบาก หรือสีมองเห็นดูซีดลง
การตรวจด้วย การส่องไฟที่จอประสาทตา (Ophthalmoscopy) หรือ ถ่ายภาพจอประสาทตา (Fundus Photography) จะเห็น:
– Microaneurysm (หลอดเลือดฝอยโป่งเล็กๆ)
– จุดเลือดออกเล็กๆ
– Hard Exudate (คราบไขมันเหลืองเล็กๆ)
ในระยะนี้ รักษาไม่ยาก แต่ต้อง ตรวจเจอให้ได้ก่อน — เครื่องมือสำคัญคือการคุมน้ำตาล ความดัน ไขมันในเลือด ซึ่งสามารถหยุดหรือย้อนกลับการดำเนินโรคได้ 60-70%
ระยะที่ 3: Severe NPDR — เริ่มเห็นอาการชัด
เมื่อหลอดเลือดในจอประสาทตาอุดตันหลายจุด จนเนื้อเยื่อขาดออกซิเจน อาการจะชัดเจนขึ้น:
- มองไม่ชัด อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่บางครั้ง
- เห็นจุดดำหรือเงาลอย ผ่านสายตาบ่อย
- การมองเห็นกลางคืน แย่ลงชัดเจน (Night Vision Loss)
- สีซีดลง โดยเฉพาะสีแดงและสีเขียว
- สายตาเปลี่ยน ไปเปลี่ยนมาในแต่ละวัน ตามระดับน้ำตาลในเลือด
ในระยะนี้ การรักษา คือ การฉีดยาเข้าวุ้นตา (Intravitreal Injection) โดยเฉพาะยา anti-VEGF (Aflibercept, Ranibizumab, Bevacizumab) ที่ยับยั้งการสร้างหลอดเลือดใหม่เปราะบาง — ฉีดซ้ำทุก 4-8 สัปดาห์ ค่าใช้จ่ายประมาณ 20,000-35,000 บาท/เข็ม
ระยะที่ 4: PDR — ภาวะฉุกเฉินที่อาจตาบอด
ในระยะสุดท้ายของเบาหวานขึ้นตา จอประสาทตาจะสร้างหลอดเลือดใหม่เปราะบาง (Neovascularization) ที่แตกง่ายมาก เมื่อแตกเลือดจะไหลเข้า วุ้นตา (Vitreous) ทำให้:
- ตาบอดกะทันหัน ใน 24-48 ชั่วโมง
- เห็นเป็นเส้นสีแดง/ดำ เหมือนม่านตก
- ตาเจ็บปวด จากความดันภายในตาเพิ่มขึ้น
- จอประสาทตาหลุด (Retinal Detachment) ที่อาจทำให้ตาบอดถาวร
ในระยะนี้ การรักษา ประกอบด้วย Laser (Panretinal Photocoagulation) ยิงเลเซอร์ที่จอประสาทตาเพื่อหยุดการสร้างหลอดเลือดใหม่ ฉีดยา anti-VEGF ต่อเนื่อง และในกรณีรุนแรง การผ่าตัด Vitrectomy เพื่อเอาเลือดและแผลเป็นออกจากวุ้นตา
ถ้ารักษาทันผู้ป่วยอาจกลับมามีการมองเห็นได้บางส่วน แต่“ไม่กลับมาเป็น 100%” — นี่คือเหตุผลสำคัญที่ต้องตรวจตาประจำปี
ตรวจตาเบาหวานเมื่อไร + ค่าใช้จ่าย
สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย และ American Diabetes Association (ADA) แนะนำ:
ผู้ป่วยเบาหวาน Type 1:
– เริ่มตรวจ 5 ปีหลังได้รับการวินิจฉัย
– ตรวจทุก 1 ปี
ผู้ป่วยเบาหวาน Type 2:
– ตรวจทันทีที่ได้รับการวินิจฉัย (เพราะมักเป็นมานานก่อนตรวจเจอ)
– ตรวจทุก 1 ปี (ถ้าไม่มีเบาหวานขึ้นตา)
– ตรวจทุก 3-6 เดือน (ถ้าเริ่มมีเบาหวานขึ้นตา)
หญิงตั้งครรภ์ที่เป็นเบาหวาน:
– ตรวจทุกไตรมาสเพราะตั้งครรภ์ทำให้โรคดำเนินเร็วขึ้น
อ่านแล้วงงว่าต้องกินยังไงดี?
ให้เราช่วยวางแผนให้คุณ
✨ ปรึกษาฟรี ทาง LINEทัก LINE ได้ทันที · ไม่ต้องกรอกฟอร์ม
การตรวจและราคา:
– ตรวจจอประสาทตาขยายม่านตา (Dilated Fundus Exam) — 500-1,500 บาท ที่คลินิกจักษุ
– ถ่ายภาพจอประสาทตา (Fundus Photography) — 1,000-2,500 บาท
– OCT (Optical Coherence Tomography) — 1,500-3,500 บาท (ดูจอประสาทตาในระดับเซลล์)
– Fluorescein Angiography — 3,000-5,000 บาท (ฉีดสีดูหลอดเลือด)
ผู้ป่วยบัตรทองและประกันสังคมสามารถตรวจได้ที่โรงพยาบาลรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายหลัก
อาหารและสารอาหารที่ชะลอเบาหวานขึ้นตา
ตามหนังสือ ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับโรคเบาหวาน Ch2 สารอาหารหลายชนิดช่วยปกป้องจอประสาทตา:
### วิตามิน C (DBK หน้า 46)
“สามารถกระตุ้นให้การเผาผลาญน้ำตาลดำเนินไปอย่างเป็นปกติ… บรรเทาความผิดปกติของหลอดเลือดหัวใจ สมอง และไตจากโรคเบาหวาน” วิตามิน C ยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ปกป้องเซลล์จอประสาทตา
แหล่ง: พุทราสด (243 mg/100g), ผักกาดเขียว (72 mg), ฝรั่ง (68 mg), กีวี, พริกหวาน
### วิตามิน E (DBK หน้า 48)
“ปกป้องกลุ่มเซลล์ในตับอ่อนจากการรุกรานของอนุมูลอิสระ… ช่วยลดภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง”
แหล่ง: น้ำมันงา (68.53 mg/100g), งาดำ, วอลนัท, น้ำมันถั่วลิสง, อัลมอนด์
### โอเมกา 3 (DBK หน้า 50)
“เสริมสร้างการทำงานของเยื่อหุ้มเซลล์… เพิ่มปริมาณการเผาผลาญน้ำตาลในเลือด… บรรเทาความผิดปกติของหลอดเลือดหัวใจและจอประสาทตา”
แหล่ง: ปลาแซลมอน ปลาแมกเคอเรล ปลาทูน่า เมล็ดเจีย เมล็ดแฟลกซ์
### Lutein & Zeaxanthin
สารต้านอนุมูลอิสระที่สะสมในจอประสาทตาโดยตรง ปกป้องจาก Blue Light และ Oxidative Stress
แหล่ง: ผักใบเขียวเข้ม (ผักโขม คะน้า ผักกาดเขียว), ไข่แดง, ข้าวโพด, พริกหวานเหลือง
### Zinc (DBK หน้า 38)
เกี่ยวข้องกับการมองเห็น“ป้องกันการเกิดต้อกระจกและเบาหวานขึ้นตา”
แหล่ง: หอยนางรม, เนื้อวัว, วอลนัท, เมล็ดฟักทอง
### Anthocyanin (จากเบอร์รี่)
สารสีม่วง-แดง ในบลูเบอร์รี่ สตรอว์เบอรี่ องุ่นแดง ช่วยปกป้องหลอดเลือดฝอยในจอประสาทตา
10 Checklist ดูแลตาสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน
- ✓ ตรวจตาขยายม่านตาทุก 1 ปี (ไม่ใช่แค่วัดสายตาที่ร้านแว่นตา)
- ✓ คุม HbA1c < 7% อย่างต่อเนื่อง — อ่าน วิธีลด HbA1c 1% ใน 3 เดือน
- ✓ คุมความดัน < 130/80 mmHg — ความดันสูงเร่งเบาหวานขึ้นตา
- ✓ คุมคอเลสเตอรอล LDL < 100 mg/dL
- ✓ กินผักใบเขียวเข้ม (Lutein) อย่างน้อย 5 ครั้ง/สัปดาห์
- ✓ กินปลาทะเลน้ำลึก (Omega 3) 2-3 ครั้ง/สัปดาห์
- ✓ งดสูบบุหรี่ — เร่งการทำลายจอประสาทตา 2-3 เท่า
- ✓ สวมแว่นกันแดดที่กรอง UV ป้องกันต้อกระจก
- ✓ พักสายตาทุก 20 นาที เมื่อใช้คอมพิวเตอร์/มือถือนาน
- ✗ ห้ามหยุดยาเบาหวานเอง แม้รู้สึกปกติ
🩸 กังวลเรื่องเบาหวานขึ้นตา?
ปรึกษานักโภชนาการของเราฟรี — รับแผนอาหารปกป้องดวงตา + คุม HbA1c สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน
💬 ทัก LINE | 🍱 ดูปิ่นโตอาหารสุขภาพ | 📞 095-939-5199
คำถามที่พบบ่อย
### Q: เป็นเบาหวานไม่นาน ต้องตรวจตาไหม?
A: ต้อง! ผู้ป่วยเบาหวาน Type 2 ควรตรวจ ทันทีที่ได้รับการวินิจฉัย เพราะส่วนใหญ่มักเป็นเบาหวานมาแล้ว 5-10 ปีก่อนที่จะตรวจเจอ อาจเริ่มมีเบาหวานขึ้นตาแล้วโดยไม่รู้ตัว
### Q: เบาหวานขึ้นตารักษาหายไหม?
A: ในระยะต้น-กลาง (Mild-Moderate NPDR) ชะลอหรือหยุดได้ด้วยการคุมน้ำตาล ในระยะรุนแรง (Severe NPDR – PDR) รักษาได้เพื่อไม่ให้แย่ลงแต่ไม่สามารถฟื้นเป็น 100% ได้
### Q: ตาพร่ามัวชั่วคราวเป็นเบาหวานขึ้นตาใช่ไหม?
A: อาจไม่ใช่โดยตรง ตาพร่าที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตามระดับน้ำตาล เกิดจากเลนส์ตาบวมชั่วคราว (Osmotic Lens Swelling) เมื่อคุมน้ำตาลดีอาการจะหาย แต่ถ้าอยู่นานและมีจุดดำลอยควรตรวจจอประสาทตา
### Q: ต้อกระจกเบาหวานกับเบาหวานขึ้นตาต่างกันไหม?
A: ต่างกัน ต้อกระจก (Cataract) คือเลนส์ตาขุ่น มองเป็นฝ้า ผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ได้ ส่วน เบาหวานขึ้นตา (DR) คือจอประสาทตาเสียหาย รักษายากกว่า ผู้ป่วยเบาหวานเสี่ยงทั้งคู่ และเสี่ยงเป็นต้อกระจกก่อนวัยอันควร
### Q: เบาหวานขึ้นตารักษาแล้วเป็นซ้ำได้ไหม?
A: ได้ — หลังฉีดยาหรือ Laser แล้ว ถ้าคุมน้ำตาลไม่ดี โรคจะดำเนินต่อไปอยู่ดี การรักษาแค่ “ซื้อเวลา” การคุมน้ำตาลและอาหารเป็นเครื่องมือป้องกันระยะยาวที่สำคัญที่สุด
### Q: ใช้ยาหยอดตาป้องกันเบาหวานขึ้นตาได้ไหม?
A: ไม่ได้ — เบาหวานขึ้นตาเกิดในจอประสาทตาที่อยู่ในลูกตา ยาหยอดตาทั่วไปซึมเข้าไปไม่ถึง การป้องกันต้องคุมระดับน้ำตาลในเลือดและควบคุมอาหาร/ความดัน/ไขมัน
บทความที่เกี่ยวข้อง
- 📖 HbA1c คืออะไร? + วิธีลด HbA1c 1% ใน 3 เดือน
- 📖 ค่าน้ำตาลปกติเท่าไหร่? + ตาราง HbA1c
- 📖 เบาหวานห้ามกินอะไร? 15 อาหารอันตราย
- 📖 เบาหวานกินอะไรได้บ้าง? 50+ รายการอาหาร
เกี่ยวกับผู้เขียน
บทความนี้เขียนและตรวจสอบโดยทีมนักโภชนาการวิชาชีพของ Green & Organic ผู้เชี่ยวชาญโภชนบำบัดสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน โรคไต และโรคเรื้อรัง อ้างอิงจาก American Diabetes Association (ADA) Standards of Medical Care 2026, WHO Vision 2020, งานวิจัย DCCT, UKPDS, ETDRS, ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย และหนังสือ ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับโรคเบาหวาน Ch2+Ch5 ฉบับประยุกต์ใช้อาหารบำบัด
คำเตือน: บทความนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่ได้ทดแทนคำแนะนำจากจักษุแพทย์ ผู้ป่วยเบาหวานทุกคนควรตรวจจอประสาทตาประจำปีโดยจักษุแพทย์
ไม่ต้องลองผิดลองถูกเอง
เริ่มด้วยอาหารที่เหมาะกับคุณ
นักโภชนาการดูแลทุกเคส · ดูแลผู้ใช้แล้ว 10,000+ ราย






