คู่มืออาหารโรคไต ฉบับกระชับ — 5 หลักการ + เมนูตัวอย่าง 1 วัน (2026)
คำตอบสั้น (TL;DR)
อาหารโรคไตยึด 5 หลักการจาก KDIGO 2024 + KDOQI 2020: (1) จำกัดโซเดียม ≤ 2,000 mg/วัน (2) โปรตีนพอเหมาะตามระยะโรค (3) ระวังโพแทสเซียมในระยะ 4–5 (4) หลีกเลี่ยงฟอสเฟตสังเคราะห์ในอาหารแปรรูป (5) ดื่มน้ำให้พอดี — ไม่ขาดไม่เกิน
จุดเริ่มที่ทำได้วันนี้: ลดเครื่องปรุงทั่วไปและอาหารแปรรูปซึ่งเป็นแหล่งโซเดียม 70–80% ของมื้ออาหารคนไทย — คนไทยเฉลี่ยกิน 3,636 mg/วัน เกินเกณฑ์ WHO เกือบ 2 เท่า (สำรวจประชากรไทย)
ไม่ต้องเดาว่าควรกินอะไร
ดูปิ่นโตอาหารไตที่คำนวณให้คุณ
💬 ดูปิ่นโตอาหารไต (คำนวณโซเดียมแล้ว)ออกแบบโดยนักกำหนดอาหารวิชาชีพ · ส่งถึงบ้านทั่วไทย
ทำไม “อาหาร” คือหัวใจของการรักษาโรคไตเรื้อรัง
โรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease — CKD) คือภาวะที่ไตค่อย ๆ สูญเสียความสามารถในการกรองของเสีย ควบคุมเกลือแร่ และรักษาสมดุลน้ำ ต่างจากโรคเฉียบพลันที่ “รักษาแล้วหาย” — CKD ต้องการการประคับประคองต่อเนื่อง และอาหารคือเครื่องมือที่ผู้ป่วยควบคุมได้เองทุกมื้อ
ข้อมูลปี 2563 ประเมินว่าคนไทยราว 8 ล้านคนมีโรคไตเรื้อรัง และราว 2 แสนคนอยู่ในระยะสุดท้ายที่ต้องฟอกไต/ล้างไต (กระทรวงสาธารณสุข 2567) ค่าใช้จ่ายฟอกเลือดอยู่ที่ 160,000–170,000 บาท/คน/ปี — ภาระที่**ชะลอหรือป้องกันได้**ด้วยการปรับอาหารตั้งแต่ระยะต้น
งาน Ikizler TA et al. (KDOQI Clinical Practice Guideline for Nutrition in CKD: 2020 Update, Am J Kidney Dis, 2020) ยืนยันว่า Medical Nutrition Therapy (MNT) โดยนักกำหนดอาหารวิชาชีพสัมพันธ์กับการชะลอการเสื่อมของไต ลดภาวะแทรกซ้อน และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
5 หลักการอาหารโรคไต (KDIGO 2024 + KDOQI 2020)
1. โซเดียม ≤ 2,000 mg/วัน (สำคัญที่สุดสำหรับคนไทย)
โซเดียมมากเกินไปทำให้ความดันขึ้น น้ำคั่ง และเร่งการเสื่อมของไต งาน Cochrane ของ He FJ, Li J, MacGregor GA (Cochrane Database Syst Rev, 2013; CD004937) พบว่าการลดโซเดียมในระดับที่ทำได้จริงสัมพันธ์กับความดัน Systolic ที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ — ประโยชน์เห็นชัดในผู้ที่มีความดันสูงและผู้ป่วย CKD
ทำได้ที่บ้าน:
- เปลี่ยนเครื่องปรุงทั่วไป (น้ำปลา ซีอิ๊ว ซอสหอย ผงปรุงรส) → สูตรลดโซเดียม
- หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป (บะหมี่กึ่งฯ ไส้กรอก แหนม ขนมซอง) — UPF ไทยกว่า 94% มีโซเดียมเกินเกณฑ์ (งานวิจัยไทย)
- อ่านฉลาก Nutrition Facts ทุกครั้ง เลือก Sodium < 140 mg/serving เป็นหลัก
- ใช้สมุนไพรสด (กระเทียม พริก ใบมะกรูด ตะไคร้) + มะนาว น้ำส้มสายชู แทนเกลือ
- ต้มน้ำซุปเอง ไม่ใช้ซุปก้อน
2. โปรตีน — ปริมาณขึ้นกับระยะโรค
KDOQI 2020 และ KDIGO 2024 แนะนำ:
| ระยะ CKD | eGFR (mL/min) | โปรตีน/วัน |
|---|---|---|
| Stage 1–2 | ≥ 60 | 0.8 g/kg body weight |
| Stage 3 | 30–59 | 0.6–0.8 g/kg (ภายใต้การดูแลนักกำหนดอาหาร) |
| Stage 4 | 15–29 | 0.55–0.6 g/kg (Low-Protein Diet) |
| Stage 5 non-dialysis | < 15 | 0.6 g/kg หรือตามแพทย์สั่ง |
| ฟอกไต HD/PD | – | 1.0–1.2 g/kg (เพิ่มสูงเพราะเสียโปรตีนระหว่างฟอก) |
Plant-Dominant Low-Protein Diet (PLADO) ตาม Kalantar-Zadeh K et al. (Nutrients, 2020) คือแนวทางที่ได้รับการยอมรับมากขึ้น — ใช้โปรตีนพืช ≥ 50% ร่วมกับโปรตีนสัตว์คุณภาพดี (ปลา ไก่ไม่หนัง ไข่ขาว เต้าหู้) ลดภาระไตและลดสารพิษยูรีมิก โดยไม่บังคับมังสวิรัติ 100%
ตัวอย่างคำนวณ: ผู้ป่วย CKD Stage 3 หนัก 60 กก. → 0.7 × 60 = 42 g โปรตีน/วัน ≈ ปลา 1 ชิ้นกลาง + ไข่ 1 ฟอง + ถั่วลิสงสุก 2 ช้อนโต๊ะ + ข้าวกล้อง 2 ทัพพี
สำคัญ: ต้องกินพลังงานให้พอ (≥30 kcal/kg/วัน ในผู้ไม่อ้วน) มิฉะนั้นร่างกายจะย่อยโปรตีนของตัวเองเป็นพลังงาน → Protein-Energy Wasting
3. โพแทสเซียม — ระวังเฉพาะระยะท้าย
ผู้ป่วย CKD Stage 1–3 ที่ค่า K+ ในเลือดปกติ ไม่จำเป็นต้องจำกัดโพแทสเซียม — การจำกัดเกินเหตุทำให้ขาดผัก/ผลไม้ที่มีประโยชน์ต่อหัวใจและลำไส้
| ค่า K+ ในเลือด | แนวทาง |
|---|---|
| ปกติ (3.5–5.0 mEq/L) + eGFR ≥ 30 | ไม่ต้องจำกัดเข้มงวด |
| 5.0–5.5 mEq/L | จำกัดปานกลาง |
| > 5.5 mEq/L หรือ Stage 4–5 | จำกัดเข้มงวด ~2,000–3,000 mg/วัน |
อาหารโพแทสเซียมสูง (ระวังในระยะท้าย): กล้วย ส้ม มะเขือเทศ มันฝรั่ง ถั่วเม็ด เต้าหู้แข็ง ผักโขม บรอกโคลี น้ำมะพร้าว อะโวคาโด ลูกพรุน
อาหารโพแทสเซียมต่ำกว่า: แอปเปิล สาลี่ องุ่น สตรอเบอร์รี่ แตงโม แตงกวา กะหล่ำปลี บวบ พริกหยวก หัวไชเท้า
เทคนิค Leaching (ลดโพแทสเซียมจากผัก): หั่นผักเป็นชิ้นเล็ก → แช่น้ำอุ่น 2 ชม. → เทน้ำทิ้ง → ต้มใหม่ 10 นาที → ลดโพแทสเซียมได้ราว 30–50%
⚠️ สำคัญ: เกลือลดโซเดียมและเครื่องปรุงหลายยี่ห้อใช้ Potassium Chloride (KCl) เติมแทนเกลือ — อันตรายสำหรับ CKD ระยะท้ายที่ต้องจำกัด K+ ให้เลือกสูตรที่ ไม่เติมโพแทสเซียม เท่านั้น
4. ฟอสฟอรัส — ตัวเร่งเงียบของหลอดเลือดแข็ง
ฟอสฟอรัสส่วนเกินในผู้ป่วย CKD สะสมในหลอดเลือด → หลอดเลือดแข็ง → เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจและอาการคัน (KDIGO 2017 CKD-MBD Guidelines)
2 ประเภทของฟอสฟอรัส:
| ประเภท | แหล่งอาหาร | การดูดซึม |
|---|---|---|
| Natural (organic) | โปรตีนสัตว์ ถั่ว นม | 40–60% |
| Additives (inorganic) | น้ำอัดลมสีเข้ม แฮม ไส้กรอก ชีสแผ่น เบเกอรี่อุตสาหกรรม | ~90% ⚠️ |
หลักการสกัดฟอสเฟตสังเคราะห์: อ่านฉลากส่วนผสม มองหาคำที่ขึ้นต้นด้วย “PHOS” — Sodium Phosphate, Calcium Phosphate, Phosphoric Acid, Pyrophosphate, Polyphosphate — ถ้ามี ให้หลีกเลี่ยง
Phosphate Binders (ยาจับฟอสฟอรัส) ใช้ตามแพทย์สั่งเท่านั้น — กินพร้อมมื้ออาหารที่มีฟอสฟอรัสสูง
5. น้ำ — พอดี ไม่ขาด ไม่เกิน
- Stage 1–3 ไม่มีภาวะบวม: 1.5–2 ลิตร/วัน (ปกติ)
- Stage 4–5 หรือมี Heart Failure ร่วม: จำกัดตามแพทย์สั่ง (สูตรมักเป็น “urine 24 ชม. + 500–800 ml”)
- ฟอกไต: จำกัดเข้มงวด — น้ำหนักขึ้นระหว่างรอบฟอกไม่ควรเกิน 2–3 กก.
สัญญาณดื่มน้ำเกิน: น้ำหนักขึ้นเร็ว ขาบวม หายใจเหนื่อย นอนราบไม่ได้ ไอตอนกลางคืน — ถ้ามีให้พบแพทย์ภายใน 1 สัปดาห์
เคล็ดลับจัดการน้ำในชีวิตประจำวัน: ชั่งน้ำหนักตัวทุกเช้าหลังเข้าห้องน้ำ เวลาเดิม เสื้อผ้าเดิม — น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นเร็วกว่า 0.5–1 กก./วันมักเป็นน้ำคั่ง ไม่ใช่ไขมัน แจ้งแพทย์ทันทีถ้าน้ำหนักขึ้น >2 กก. ภายใน 3 วัน
อาหารโรคไต “กินได้” vs “ต้องระวัง”
| หมวด | กินได้ (เน้น) | กินได้พอดี | ควรเลี่ยง/จำกัด |
|---|---|---|---|
| โปรตีน | ปลา ไข่ขาว เต้าหู้อ่อน ไก่ไม่หนัง | หมูเนื้อแดง ปลาทูน่ากระป๋อง (ดู Na) | เครื่องในสัตว์ แฮม ไส้กรอก เบคอน |
| คาร์บ | ข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ เส้นก๋วยเตี๋ยว | ขนมปังโฮลวีต (เช็กโซเดียม) | บะหมี่กึ่งฯ ขนมอบอุตสาหกรรม |
| ผัก | แตงกวา กะหล่ำ บวบ ผักกาดขาว | มะเขือเทศ บรอกโคลี (ระยะ 4–5 ระวัง) | ผักดอง ผักกระป๋อง |
| ผลไม้ | แอปเปิล สาลี่ องุ่น แตงโม | ส้ม มะละกอ (ระยะ 4–5 ระวัง) | กล้วย ทุเรียน น้ำผลไม้เข้มข้น |
| เครื่องปรุง | สมุนไพรสด มะนาว น้ำส้มสายชู | สูตรลดโซเดียม ไม่เติม KCl | น้ำปลาทั่วไป ผงชูรส ผงปรุงรสทั่วไป |
| เครื่องดื่ม | น้ำเปล่า ชาอ่อน | กาแฟ 1–2 แก้ว/วัน | น้ำอัดลมสีเข้ม เครื่องดื่มเกลือแร่ กาแฟ 3-in-1 |
ปรับอาหารตามระยะโรค (Quick Reference)
| ระยะ | โซเดียม | โพแทสเซียม | ฟอสฟอรัส | โปรตีน |
|---|---|---|---|---|
| Stage 1–2 | ≤ 2,000 mg | ปกติ | ลด additives | 0.8–1.0 g/kg |
| Stage 3 | ≤ 2,000 mg | ปกติ (ถ้า K+ OK) | ลด additives | 0.6–0.8 g/kg |
| Stage 4 | ≤ 2,000 mg | ลด ~3,000 mg | ลด additives + binders | 0.55–0.6 g/kg |
| Stage 5 non-dialysis | ≤ 2,000 mg | ลดเข้มงวด | ลดเข้มงวด + binders | 0.6 g/kg |
| Stage 5 dialysis | ≤ 2,000 mg + ปรับน้ำ | ตาม K+ | ลดเข้มงวด + binders | 1.0–1.2 g/kg |
ทุกระยะต้องปรึกษาแพทย์ + นักกำหนดอาหารก่อนปรับ — ตารางนี้เป็น reference ไม่ใช่คำสั่ง
เมนูตัวอย่าง 1 วัน (CKD Stage 3 · น้ำหนัก 60 กก.)
เป้า: โซเดียม < 2,000 mg · โปรตีน ~42 g (0.7 g/kg) · พลังงาน ~1,800 kcal
เช้า: ข้าวต้มปลากะพง 1 ถ้วย (ใช้ข้าวกล้อง) + ไข่ลวก 1 ฟอง + ขึ้นฉ่ายซอย — ปรุงด้วยเครื่องปรุงลดโซเดียม
ว่างสาย: แอปเปิล 1 ผล + น้ำเปล่า 1 แก้ว
กลางวัน: ข้าวกล้อง 1 ทัพพี + ไก่อกย่างสมุนไพร 80 g + ผัดบวบใส่ไข่ขาว (น้ำมันรำข้าว) + แตงกวา
ว่างบ่าย: ขนมคลีนโซเดียมต่ำ 1 ชิ้น (เช็กฉลากให้ < 100 mg/หน่วยบริโภค ไม่มี “PHOS” ในส่วนผสม)
เย็น: ก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่น้ำใส ใส่ปลาชิ้น 60 g + ผักกาดลวก — ต้มน้ำซุปเองจากกระดูก+ผัก ไม่ใช้ซุปก้อน
ก่อนนอน: น้ำเปล่า 1 แก้ว (ถ้าไม่ได้จำกัดน้ำ)
7-Day Quick Start — เริ่มปรับอาหารโรคไตในสัปดาห์แรก
การเปลี่ยนอาหารทันทีในวันเดียวมักล้มเหลว — งานวิจัยพฤติกรรมพบว่า การค่อย ๆ ปรับทีละหัวข้อจะคงอยู่ได้ระยะยาวกว่า ลองทำตาม 7 วันนี้:
อ่านแล้วงงว่าต้องกินยังไงดี?
ให้เราช่วยวางแผนให้คุณ
✨ ปรึกษาฟรี ทาง LINEทัก LINE ได้ทันที · ไม่ต้องกรอกฟอร์ม
วันที่ 1–2 (ประเมินจุดเริ่ม): จดทุกอย่างที่กิน-ดื่ม 48 ชม. รวมเครื่องปรุงทุกช้อน — หลายคนประหลาดใจที่เจอโซเดียมแฝงในกาแฟ 3-in-1, ขนมปัง, น้ำพริกสำเร็จ
วันที่ 3 (ล้างตู้): แยก 3 กลุ่ม — (1) ของต้องทิ้ง/ให้ คือ UPF + เครื่องปรุงทั่วไปที่โซเดียมสูง (2) ของที่กินได้พอดี (3) ของที่ปลอดภัยกินได้ทุกวัน (ปลา ไข่ขาว ผักสด ผลไม้โพแทสเซียมต่ำ)
วันที่ 4 (เปลี่ยนเครื่องปรุง): ซื้อเครื่องปรุงสูตรลดโซเดียม ที่ไม่เติมโพแทสเซียม ชุดเริ่มต้น 3 ชิ้น — น้ำปลา, ซีอิ๊วขาว, ผงปรุงรส — ใช้ทดแทนของเดิม 100%
วันที่ 5 (ฝึกทำน้ำซุป): ต้มน้ำซุปเองจากกระดูกหมู/ไก่ + ผัก (หอมใหญ่ แครอท ขึ้นฉ่าย) เคี่ยว 2 ชม. แล้วแบ่งใส่ซองแช่แข็งใช้ได้ 1 สัปดาห์ — ขจัดซุปก้อนออกจากครัว
วันที่ 6 (อ่านฉลาก): ตั้งกติกา “Sodium < 140 mg/serving” + “ไม่มี PHOS ในส่วนผสม” สำหรับของสำเร็จที่ยังซื้อ ถ้าเกินให้วาง
วันที่ 7 (วัดผล): ชั่งน้ำหนัก + วัดความดัน + ดูบวมที่ขา เทียบกับวันแรก — คนส่วนใหญ่จะเห็นความดันลดลง 3–8 mmHg และน้ำหนักลง 0.5–1 กก. (จากน้ำคั่งที่ลดลง)
สัปดาห์ที่ 2 ขึ้นไป: เริ่มปรับโปรตีนให้เข้าเป้าตามระยะโรค + เพิ่มการออกกำลังกายเบา ๆ 30 นาที/วัน
โซเดียมคือสนามรบหลักของคนไทย
คนไทยบริโภคโซเดียมเฉลี่ย ~3,636 mg/วัน — เกือบ 2 เท่าของเกณฑ์ WHO ที่ 2,000 mg/วัน (สำรวจประชากรไทย) และ 70–80% ของโซเดียมไม่ได้มาจากเกลือที่โรยตอนกิน แต่มาจากเครื่องปรุงและอาหารแปรรูป
Green & Organic พัฒนาเครื่องปรุง 14 ชนิดในแนวทาง Nutrition-First ที่ลดโซเดียม 20–91% เทียบกับสูตรทั่วไป และไม่เติมโพแทสเซียม (ข้อมูลจาก White Paper “สูตรลับ สลับเค็ม” เม.ย. 2026):
| เครื่องปรุง | สูตรทั่วไป (mg/ช้อนโต๊ะ) | G&O | ลด |
|---|---|---|---|
| น้ำปลา | 1,626 | 630 | 60% |
| ซีอิ๊วขาว | 1,115 | 400 | 60% |
| ซอสหอยนางรม | 450 | 120 | 75% |
| ผงปรุงรสคลีน | 773 | 65 | 91% |
| น้ำยำแซ่บ | 500 | 110 | 80% |
หลักฐานทางคลินิก — อาหารช่วยชะลอโรคไตได้จริง
งานวิจัยสากล:
- Rhee CM et al. (J Ren Nutr, 2018): Low-Protein Diet ชะลอการลดลงของ eGFR ในผู้ป่วย CKD Stage 3–5 ที่ยังไม่ฟอกไต
- Kalantar-Zadeh K, Fouque D (N Engl J Med, 2017): โภชนบำบัดแบบ Plant-Dominant ลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดในผู้ป่วย CKD
- KDIGO 2024 Guidelines: แนะนำ Medical Nutrition Therapy โดยนักกำหนดอาหาร RD/CDN เป็นส่วนหนึ่งของ standard care
งานวิจัยในไทย (Green & Organic White Paper): ศึกษาผู้ป่วย CKD 134 ราย ติดตาม 4 ปี ภายใต้โภชนบำบัดจากทีมนักกำหนดอาหารวิชาชีพ:
- CKD ระยะต้น: 88% มีค่า eGFR ดีขึ้นภายใน 8 สัปดาห์ (เฉลี่ย +13.39 mL/min)
- CKD ระยะกลาง-ปลาย: ชะลอการเสื่อม (eGFR เปลี่ยน −0.06/ปี เทียบค่าปกติที่ลด 3–5/ปี)
🎥 กรณีศึกษาจริง (YouTube)
- คุณแม่ณี — CKD Stage 4 ค่าไตดีขึ้น: ดูคลิป
- คุณพ่อนรวัฒน์ 84 ปี — CKD Stage 3 ดีขึ้นจากการปรับอาหาร: ดูคลิป
- ผู้ป่วย CKD Stage 4 — เทคนิคการฟื้นฟูด้วยอาหาร: ดูคลิป
ดูเคสเพิ่มเติมที่ YouTube: Green & Organic โภชนบำบัด กินอาหารเป็นยา
สัญญาณเตือน — เมื่อไหร่ต้องพบแพทย์ทันที (ภายใน 1 สัปดาห์)
แม้จะปรับอาหารได้ดีแค่ไหน อาหารอย่างเดียวไม่สามารถรักษาภาวะเฉียบพลันได้ สัญญาณต่อไปนี้ควรพบแพทย์ภายใน 1 สัปดาห์ — ไม่ใช่รอถึงนัดประจำ:
- บวมขาและเท้ามากขึ้นเรื่อย ๆ — กดแล้วบุ๋ม หายช้า
- น้ำหนักขึ้นเร็ว > 2 กก. ภายใน 3 วัน (บ่งบอกน้ำคั่ง ไม่ใช่ไขมัน)
- หายใจเหนื่อยเวลานอนราบ ต้องหนุนหมอนสูง (Orthopnea)
- ปัสสาวะออกน้อยลงมาก (< 500 ml/วัน) หรือสีเข้มผิดปกติ
- ใจสั่น กล้ามเนื้ออ่อนแรง (อาจเป็น Hyperkalemia)
- คันทั่วตัว โดยเฉพาะกลางคืน (CKD-aP จากของเสียและฟอสฟอรัสคั่ง)
- ความดันที่เคยคุมได้ กลับสูงผิดปกติ
และควรพบแพทย์ฉุกเฉินทันทีถ้ามี เจ็บหน้าอกรุนแรง, หายใจไม่ออก, ชัก, หมดสติ หรือสับสน
บทบาทของโภชนบำบัดมืออาชีพ
KDOQI 2020 ระบุชัดว่า Medical Nutrition Therapy สำหรับ CKD ควรดำเนินการโดย Registered Dietitian (RD) หรือเทียบเท่า — ไม่ใช่เพียง “แนะนำอาหาร” แต่ต้อง:
- ประเมินภาวะโภชนาการ จากผลเลือด น้ำหนัก และการกินจริง
- คำนวณโภชนาการ (Protein, Na, K, P, Carb, Fat, พลังงาน) ให้ตรงกับระยะโรคและน้ำหนัก
- ออกแบบเมนู ที่ผู้ป่วยทำได้จริงในบริบทของครอบครัว
- ติดตามผล ทุก 4–12 สัปดาห์ ปรับตามการเปลี่ยนแปลง
ทีมนักกำหนดอาหารวิชาชีพของ Green & Organic (ขึ้นทะเบียนสภาเทคนิคการแพทย์) ใช้ระบบ Nutri360 คำนวณโภชนาการระดับ ingredient — ผู้ป่วยส่งผลเลือด Creatinine/eGFR/K+/PO₄ ทาง LINE จะได้แผนที่ปรับตามระยะและโรคร่วม (ความดัน เบาหวาน โรคหัวใจ) ฟรีโดยไม่มีข้อผูกมัด
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q1: ผู้ป่วยโรคไตห้ามกินผัก-ผลไม้ใช่ไหม?
A: ไม่ใช่ทุกระยะ — Stage 1–3 ที่ค่า K+ ปกติ กินผัก-ผลไม้ได้เกือบตามปกติ เฉพาะ Stage 4–5 หรือมี Hyperkalemia ที่ต้องระวังโพแทสเซียมสูง ตรวจค่า K+ ในเลือดและปรึกษาแพทย์/นักกำหนดอาหารก่อนจำกัด
Q2: โปรตีนต่ำมาก ๆ จะขาดสารอาหารไหม?
A: ใช่ ถ้าทำเองไม่มีผู้เชี่ยวชาญ Low-Protein Diet ที่ปลอดภัยต้องวางแผนโดยนักกำหนดอาหาร เพื่อให้ได้โปรตีนคุณภาพสูง + พลังงาน ≥30 kcal/kg/วัน KDOQI 2020 เน้นว่าต้องมี RD กำกับ ไม่ใช่ลดเองจน Protein-Energy Wasting
Q3: ต้องงดเกลือ 100% ไหม?
A: ไม่ต้อง เป้าคือ ≤ 2,000 mg/วัน (WHO) หรือราวเกลือ 1 ช้อนชา จุดสำคัญคือลด “เกลือที่ซ่อน” ในอาหารแปรรูปและเครื่องปรุง ไม่ใช่แค่เกลือโรยตอนกิน
Q4: ใช้เครื่องปรุงลดโซเดียมทั่วไปได้ไหม?
A: ได้ ถ้าเป็นสูตรที่ไม่เติม Potassium Chloride (KCl) หลายยี่ห้อใช้ KCl ทดแทนเกลือ อันตรายสำหรับ Stage 4–5 อ่านฉลากส่วนผสม หรือเลือกสูตรที่ระบุชัดว่า “ไม่เติมโพแทสเซียม”
Q5: กาแฟ ชา ดื่มได้ไหม?
A: ได้พอดี กาแฟ 1–2 แก้ว/วัน มักไม่ส่งผลเสียต่อไตในระยะต้น-กลาง ควรระวัง กาแฟสำเร็จรูป 3-in-1 ที่มีโซเดียม + ฟอสเฟตสังเคราะห์สูง
Q6: โรคไตระยะต้นกลับเป็นปกติได้ไหม?
A: Stage 1–2 มีโอกาสกลับใกล้ปกติหากแก้ต้นเหตุ (ความดัน/เบาหวาน) + ปรับอาหาร + ออกกำลังกาย White Paper ของ Green & Organic พบว่า CKD ระยะต้น 88% ดีขึ้นใน 8 สัปดาห์ อย่างไรก็ตามผลลัพธ์ขึ้นกับสาเหตุและการประคับประคองระยะยาว
Q7: ทำอาหารเองที่บ้าน vs สั่งปิ่นโต — อย่างไหนดีกว่า?
A: ทำเองประหยัด + ควบคุมได้ แต่ต้องมีความรู้ + เวลา ปิ่นโตจากนักกำหนดอาหารคำนวณโภชนาการแม่นยำ + ประหยัดเวลา ขึ้นกับบริบทผู้ป่วย หลายคนเริ่มจากปิ่นโต 2 สัปดาห์เพื่อเรียนรู้สัดส่วน แล้วกลับมาทำเอง
Q8: ต้องปรึกษาใครบ้างถ้าโรคไตซับซ้อน?
A: ควรมีทีม 3 ด้าน — อายุรแพทย์โรคไต + อายุรแพทย์เฉพาะทางที่เกี่ยวข้อง (หัวใจ/ต่อมไร้ท่อ) + นักกำหนดอาหารวิชาชีพ การประสานงานสำคัญมาก เพราะคำแนะนำอาจขัดกันถ้าไม่คุยกัน
ปรึกษาโภชนาการโรคไตฟรี — ไม่มีข้อผูกมัด
ส่งผลเลือด Creatinine / eGFR / K+ / PO₄ ทาง LINE → ทีมนักกำหนดอาหารวิชาชีพ (ขึ้นทะเบียนสภาเทคนิคการแพทย์) อ่านให้ + ออกแบบเมนูเหมาะกับระยะโรคของคุณ
ปรึกษาโภชนาการฟรี | ดูเมนูอาหารผู้ป่วย Delivery | ดูเครื่องปรุงลดโซเดียม
📞 LINE: @greenandorganic | โทร: 095-939-5199 (ทุกวัน 09:00–21:00)
บทความที่เกี่ยวข้อง
- โรคไตกับโรคหัวใจ — ทำไมถึงเกี่ยวกัน
- ความดันโลหิตสูงทำไตพัง — วงจรอุบาทว์
- อ้วนทำลายไตอย่างไร
- อาการคันในผู้ป่วยโรคไต — สาเหตุและการแก้
- NSAIDs ทำลายไตได้จริงไหม
แหล่งอ้างอิง
- KDIGO. (2024). KDIGO 2024 Clinical Practice Guideline for the Evaluation and Management of Chronic Kidney Disease. Kidney International Supplements.
- Ikizler TA, Burrowes JD, Byham-Gray LD, et al. (2020). KDOQI Clinical Practice Guideline for Nutrition in CKD: 2020 Update. Am J Kidney Dis, 76(3 Suppl 1), S1–S107.
- Kalantar-Zadeh K, Fouque D. (2017). Nutritional Management of Chronic Kidney Disease. N Engl J Med, 377(18), 1765–1776.
- Kalantar-Zadeh K, Joshi S, Schlueter R, et al. (2020). Plant-Dominant Low-Protein Diet for Conservative Management of Chronic Kidney Disease. Nutrients, 12(7), 1931.
- Rhee CM, Ahmadi SF, Kovesdy CP, Kalantar-Zadeh K. (2018). Low-protein diet for conservative management of chronic kidney disease. J Ren Nutr, 28(1), 40–50.
- He FJ, Li J, MacGregor GA. (2013). Effect of longer-term modest salt reduction on blood pressure. Cochrane Database of Systematic Reviews, Issue 4. Art. No.: CD004937.
- KDIGO. (2017). Clinical Practice Guideline Update for the Diagnosis, Evaluation, Prevention, and Treatment of Chronic Kidney Disease–Mineral and Bone Disorder (CKD-MBD). Kidney International Supplements, 7(1), 1–59.
- WHO. (2012). Guideline: Sodium intake for adults and children. World Health Organization.
- สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย — แนวทางเวชปฏิบัติโรคไตเรื้อรัง
- สำรวจประชากรไทย (2563) + กระทรวงสาธารณสุข (2567) — สถิติ CKD และการบริโภคโซเดียมในประเทศไทย
- Green & Organic White Paper “สูตรลับ สลับเค็ม” (เม.ย. 2026) — Clinical data CKD 134 ราย
เผยแพร่: 19 เมษายน 2026 · ทีมนักกำหนดอาหารวิชาชีพ Green & Organic
อาหารคุมโซเดียม K P ออกแบบโดยนักกำหนดอาหารวิชาชีพ
ดูแพ็กเกจและเมนู 👉 greenandorganic.in.th/kidney-food
ปรึกษานักกำหนดอาหารฟรี · LINE: @greenandorganic · 095-939-5199 (ทุกวัน 09:00–21:00)
อ่านรีวิวและเคสจริงของลูกค้ากว่า 10,000 ครอบครัว — ผลลัพธ์การดูแลสุขภาพจริงด้วยอาหาร Green & Organic
👉 ดูรีวิวทั้งหมดที่ greenandorganic.in.th/reviews
ไม่ต้องลองผิดลองถูกเอง
เริ่มด้วยอาหารที่เหมาะกับคุณ
นักโภชนาการดูแลทุกเคส · ดูแลผู้ใช้แล้ว 10,000+ ราย